ภาพ Key Art หรือฉากในเกม Clair Obscur: Expedition 33 แสดงบรรยากาศโลกแฟนตาซีสไตล์ Belle Époque อันเป็นเอกลักษณ์ และตัวละครหลัก
review

รีวิว Clair Obscur: Expedition 33 – RPG เทิร์นเบสสุดอาร์ต แต่แอบท้าทาย

ฮัลโหลลล ชาวเกมเมอร์สาย RPG ทุกคน! 👋 วันนี้ปิงมีเกมใหม่แกะกล่องที่กระแสแรงพอตัว แถมสไตล์ก็ไม่เหมือนใคร มารีวิวให้อ่านกัน! กับเกมที่ชื่อว่า Clair Obscur: Expedition 33 (อ่านว่า แคลร์ ออบสกูร์: เอ็กซ์เพดิชั่น 33… ชื่อก็จะอาร์ตไปไหน! 😅) เกม RPG สัญชาติฝรั่งเศสจากค่าย Sandfall Interactive ที่แค่เห็นเทรลเลอร์ก็ต้องร้องว้าวแล้ว!

ทำไมถึงว้าว? ก็เพราะเกมนี้มันนำเสนอตัวเองว่าเป็นเกม Turn-based RPG (ผลัดกันตี) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเกมญี่ปุ่นระดับตำนานอย่าง Final Fantasy หรือ Persona แต่! มาใน ‘สไตล์ภาพและบรรยากาศ’ แบบ Belle Époque (ยุคสวยงามของฝรั่งเศสปลายศตวรรษที่ 19) ที่ดูหม่นๆ ดาร์คๆ แต่ก็สวยงามเป็นเอกลักษณ์มากๆ! แถมยังชูจุดเด่นเรื่องระบบต่อสู้สุดล้ำ ที่ผสมความเป็น ‘Action’ ทั้งการกด QTE โจมตี และการ Parry/Dodge ป้องกันแบบเรียลไทม์เข้าไปอีก!

ฟังดูเหมือนจะ ‘โคตรน่าเล่น’ ใช่ไหมล่ะเพื่อนๆ!? แต่พอเกมออกมาให้สื่อต่างๆ และผู้เล่นบางส่วนได้ลองสัมผัสแล้ว… เสียงตอบรับมันมีทั้ง ‘ชอบมาก’ และ ‘ขอบาย’ ปนกันไป! ตกลงแล้วเกมนี้มัน ‘ดีจริง’ หรือ ‘มีปัญหา’ กันแน่? ปิงรวบรวมข้อมูลและสรุปมาให้แล้ว ไปดูกันเลย!

โลกสวยสไตล์ยุโรป แต่เนื้อเรื่องโคตรดาร์ค! 🥀

สิ่งแรกที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ ‘งานภาพและบรรยากาศ’ ของเกมนี้มัน ‘สุดยอด’ จริงๆ! สวยตาแตก! เหมือนหลุดเข้าไปในภาพวาดสีน้ำมันสไตล์ยุโรป ที่ผสมผสานความงามแบบ Belle Époque เข้ากับความแฟนตาซีหม่นๆ และเทคโนโลยี Steampunk นิดๆ ได้อย่างลงตัว ตัวละครหลักอย่าง Gustave ก็ดีไซน์มาหล่อเท่สมาร์ท ไม่ใช่แนวการ์ตูนจ๋า ส่วนตัวละครหญิงอย่าง Lune หรือ Maelle ก็ดูสง่างาม มีสไตล์

แต่ภายใต้ความสวยงามนั้น เนื้อเรื่องกลับ ‘ดาร์คและหดหู่’ เอาเรื่องเลยเพื่อน! เราอยู่ในโลกที่ถูกคุกคามโดย ‘Paintress’ ศิลปินหญิงลึกลับ ที่ทุกปีจะวาด ‘ตัวเลข’ อายุขัยลงบนศิลา ใครอายุถึงเลขนั้นในปีนั้น ก็จะสลายหายไป! 😱 และตัวเลขนั้นก็ลดลงทุกปี! เราในฐานะสมาชิก ‘คณะสำรวจหมายเลข 33’ (Expedition 33) ซึ่งเป็นกลุ่มคน (ส่วนใหญ่) ที่อายุใกล้ถึงเลขมรณะในปีนั้น เลยต้องออกเดินทางเสี่ยงตาย เพื่อไปกำจัด Paintress ให้ได้ ก่อนที่ทุกคนจะหายไป… พล็อตคือสิ้นหวัง แต่ก็น่าติดตามมากๆ ว่าชะตากรรมของตัวละครและโลกใบนี้จะเป็นยังไงต่อ

แถมยังได้นักพากย์ระดับ A-List อย่าง Andy Serkis (กอลลัม/ซีซาร์) หรือ Jennifer English (Shadowheart จาก BG3!) มาให้เสียงตัวละคร ยิ่งทำให้น่าสนใจขึ้นไปอีก!

ระบบต่อสู้: ไอเดียโคตรเทพ! แต่เล่นจริงแอบปวดนิ้ว!? ⚔️

มาถึง ‘ไฮไลท์’ และ ‘ประเด็นหลัก’ ที่ทำให้เกมนี้เสียงแตก! นั่นคือระบบต่อสู้แบบ Turn-based ที่ผสม Action เข้าไป!

ไอเดียหลักมันดีมากนะเพื่อนๆ:

  • ยังคงเป็นเทิร์นเบส ใช้ Action Point (AP) เลือกคำสั่ง โจมตี/ใช้สกิล
  • แต่! ตอน ‘โจมตี’ ต้องกดปุ่มตามจังหวะ (QTE) หรือ ‘เล็งเป้า’ เอง เพื่อเพิ่มดาเมจ หรือให้ติดเอฟเฟกต์พิเศษ
  • และที่พีคสุดคือตอน ‘ป้องกัน’! เวลาศัตรูโจมตี เรา ‘ต้อง’ กดปุ่ม ‘หลบ (Dodge)’ หรือ ‘ปัดป้อง (Parry)’ เองแบบเรียลไทม์! ไม่ใช่ยืนรับดาเมจเฉยๆ!
  • ถ้ากด Parry ได้สมบูรณ์แบบ (Perfect Parry) นอกจากจะไม่เสียเลือดแล้ว ยังได้ AP คืน แถมสวนกลับ (Counter-attack) ได้อีก! โคตรเท่!
  • ตัวละครแต่ละตัวก็มี ‘กลไกเฉพาะตัว’ ที่น่าสนใจ เช่น Lune แปะ Stain ธาตุต่างๆ, Maelle สลับ Stance ท่าต่อสู้, Sciel เล่นกับ Sun/Moon Charge หรือตัวละครหลังๆ ที่มีระบบเกรดสไตล์ DMC หรือก๊อปปี้สกิลศัตรูแบบ Blue Mage!
  • มีระบบ Pictos (เครื่องราง) และ Luminas (ติดตั้ง Perk) ให้ปรับแต่ง Build สร้างคอมโบได้ลึกมากๆ

ฟังดูแล้วมันคือ ‘นวัตกรรม’ ที่จะทำให้เกมเทิร์นเบสไม่น่าเบื่อ ต้องใช้ทั้งสมองและสองมือใช่ไหมล่ะ!?

แต่! ในทางปฏิบัติ… มีผู้เล่นและนักรีวิวหลายคนเจอปัญหาที่ทำให้ ‘หัวร้อน’ พอสมควร! 😠

  • จังหวะ Parry/Dodge ‘กะยาก’ และ ‘ไม่สม่ำเสมอ’: หลายคนบ่นว่า สัญญาณเตือน (Telegraph) ก่อนศัตรูโจมตีมัน ‘ไม่ชัดเจน’ หรือ ‘จังหวะกด’ มันแกว่งไปมา บางทีก็เร็วไป บางทีก็ช้าไป ทำให้กะจังหวะกดให้ติด Perfect Parry ยากมาก!
  • ความ ‘จำเป็น’ ที่ต้องกดให้เป๊ะ: เกมมัน ‘บังคับ’ ให้เราต้องกด Parry/Dodge ให้ได้เกือบตลอด เพราะถ้าพลาดโดนโจมตีทีนึงคือ ‘เจ็บหนักมาก!’ อาจจะตายยกตี้ได้ง่ายๆ เลย! กลายเป็นว่าแทนที่จะได้สนุกกับการวางแผนเทิร์นเบส กลับต้องมาเกร็งนิ้วรอสวนกลับอย่างเดียว
  • กลายเป็นเกม ‘ท่องจำแพทเทิร์น’: พอจังหวะมันกะยาก แต่พลาดไม่ได้ สิ่งที่ผู้เล่นทำคือ ‘ยอมตาย’ เพื่อ ‘จำแพทเทิร์น’ การโจมตีของศัตรู แล้วค่อยกลับมาชนะด้วยการกดให้ถูกจังหวะเป๊ะๆ แทนที่จะชนะด้วยกลยุทธ์ ทำให้บางคนรู้สึกว่ามันเหมือน ‘เกมจับจังหวะ’ (Rhythm Game) ที่เอา RPG มาแปะทับมากกว่า
  • มุมกล้องมีปัญหา?: บางจังหวะที่ศัตรูโจมตี มุมกล้องดันไปอยู่ในมุมที่มองไม่เห็นการเคลื่อนไหว ทำให้กะจังหวะกดป้องกันยากขึ้นไปอีก!

สรุปคือ ไอเดียระบบต่อสู้มัน ‘ดีมาก’ แต่การ ‘นำไปใช้จริง’ (Execution) มันอาจจะยัง ‘ไม่สมบูรณ์’ หรือ ‘ไม่ขัดเกลา’ พอ ทำให้เกิดความ ‘น่าหงุดหงิด’ แทนที่จะ ‘สนุก’ สำหรับผู้เล่นบางกลุ่มนั่นเอง

การสำรวจโลก: คลาสสิกแต่แอบหลงทาง? 🗺️❓

โลกของเกมนี้ไม่ได้เป็น Open World กว้างใหญ่ แต่จะแบ่งเป็น ‘พื้นที่/ภูมิภาค’ (Regions) ให้เราเดินทางไปตามเนื้อเรื่อง คล้ายๆ กับ Final Fantasy ยุคเก่าๆ ซึ่งก็มีเสน่ห์แบบคลาสสิกดีนะ มีแผนที่โลก (Overworld Map) ให้เราเดิน มีจุดลับ มีบอสเสริม ให้เราออกนอกเส้นทางไปสำรวจได้

แต่! จุดที่หลายคนบ่นเหมือนกันคือ เวลาเข้าไปใน ‘ดันเจี้ยน’ หรือ ‘เมือง’ ต่างๆ… เกมมัน ‘ไม่มี Mini-map’ ให้ดู!!! 😱 ใช่แล้ว! ไม่มีแผนที่ย่อ! ทำให้การเดินทางในพื้นที่ซับซ้อนๆ หรือการหา NPC/ร้านค้า มันกลายเป็นการ ‘เดินคลำทาง’ หรือ ‘วิ่งวน’ ไปมาจนน่าหงุดหงิดได้ง่ายๆ เลย! (หวังว่าทีมงานจะแพทช์เพิ่มเข้ามาทีหลังนะ!) แต่มีทริคเล็กน้อย คือ ดูแสงไฟ โคมไฟ หรือ ไฟตามทางดีๆ ถึงจะไม่ได้บอกชัดๆ แต่ก็ดีกว่าวิ่งวนไปวนมา

ส่วนระบบอื่นๆ เช่น ไอเทม/ยา ก็ค่อนข้างจะ ‘คล่องตัว’ (Streamlined) คือเราไม่ต้องพกยาเติมเลือด/มานาเยอะๆ แต่จะมีขวดยาจำกัดจำนวนครั้ง ที่จะเติมให้เต็มอัตโนมัติเมื่อเราไปพักที่ ‘ธงคณะสำรวจ’ (จุดเช็คพอยต์) การอัปเกรดตัวละครก็เน้นไปที่การอัปสเตตัส, เลือกสกิลจาก Skill Tree, และการปรับแต่ง Pictos/Luminas เป็นหลัก

ระยะเวลาเล่น: เกมนี้ไม่ยาวมากนะเพื่อนๆ เนื้อเรื่องหลักอย่างเดียว ใช้เวลาประมาณ 20-35 ชั่วโมง ก็จบแล้ว ถือว่ากำลังดี ไม่ยืดเยื้อเกินไปสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา

สรุปโดยปิง: Expedition 33 คุ้มค่าการเดินทางไหม? 🤔✅❌

มาถึงบทสรุป ว่าเกมนี้มัน ‘ควรค่า’ แก่การเสียเงิน เสียเวลา เล่นไหม?

ข้อดีที่ต้องยกนิ้วให้ 👍:

  • ไอเดียสดใหม่: การผสม Turn-based + Action/Parry คือความกล้าที่น่าชื่นชม!
  • อาร์ตสไตล์ & บรรยากาศ: สวยงาม มีเอกลักษณ์ โดดเด่น ไม่ซ้ำใครจริงๆ!
  • เพลงประกอบ: โคตรดี! มีหลากหลายแนว ตั้งแต่ Orchestra อลังการ ยัน Dubstep ตื๊ดๆ!
  • เนื้อเรื่อง & ตัวละคร: พล็อตน่าสนใจ ดาร์คแต่มีความหวัง ตัวละครมีเสน่ห์น่าติดตาม
  • เสียงพากย์: ระดับ A-List ถ่ายทอดอารมณ์ได้ยอดเยี่ยม
  • ระบบ Progression: การปั้นตัวละครผ่าน Pictos/Luminas ดูลึกและน่าสนุก

ข้อเสียที่ต้องพิจารณา 👎:

  • ระบบต่อสู้ (ส่วนป้องกัน/QTE): อาจจะ ‘น่าหงุดหงิด’ สำหรับบางคน จังหวะกดยาก/ไม่สม่ำเสมอ ทำให้กลายเป็นเน้นท่องจำมากกว่าฝีมือ
  • ไม่มี Mini-map: ทำให้การสำรวจในดันเจี้ยน/เมือง ‘น่ารำคาญ’ และหลงทางง่าย
  • ระบบบางอย่างสอนไม่เคลียร์: เช่น ระบบ Lumina ที่หลายคนงงในช่วงแรก
  • เนื้อเรื่องช่วงหลัง?: บางรีวิวบอกว่ารู้สึก ‘รีบๆ’ หรือ ‘หักมุมแรง’ ไปหน่อย

แล้วเหมาะกับใครล่ะ?

  • เหมาะมากสำหรับ: คนที่ชอบ RPG ที่มี ‘ไอเดียแปลกใหม่’, เบื่อเทิร์นเบสแบบเดิมๆ, ชอบ ‘งานอาร์ตสวยๆ’ สไตล์ยุโรป, ชอบ ‘ความท้าทาย’ ในระบบต่อสู้ (และอาจจะ ‘ทนหัวร้อน’ กับจังหวะกดได้ 😅), ชอบ ‘เนื้อเรื่องดาร์คๆ’ ที่มีปมซับซ้อน
  • อาจจะไม่เหมาะกับ: คนที่ไม่ชอบ QTE หรือ Action Timing ในเกมเทิร์นเบสเลย, คนที่หงุดหงิดง่ายกับเกมที่ระบบอาจจะยัง ‘ไม่ขัดเกลา’ 100%, หรือคนที่ต้องการเกม Open World ที่มีอิสระในการสำรวจมากๆ

โดยรวมแล้ว Clair Obscur: Expedition 33 เป็นเกม RPG ที่ ‘มีความทะเยอทะยานสูงมาก’ และ ‘น่าประทับใจ’ ในหลายๆ ด้านเลยนะเพื่อนๆ! 👍 มันอาจจะไม่ใช่เกมที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ ไร้ที่ติ มีจุดที่ทำให้เราต้อง ‘ขมวดคิ้ว’ หรือ ‘ปาจอย’ (เบาๆ) อยู่บ้าง (โดยเฉพาะเรื่อง Combat Timing กับ Mini-map นี่แหละ!) แต่มันก็เป็นเกมที่ ‘กล้า’ ที่จะแตกต่าง กล้าที่จะนำเสนอไอเดียใหม่ๆ และมอบ ‘ประสบการณ์’ ที่สดใหม่และน่าจดจำให้กับแนว Turn-based RPG ได้จริงๆ

ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนเปิดใจ ชอบลองของใหม่ ชอบงานภาพสวยๆ ชอบเนื้อเรื่องเข้มๆ และพร้อมที่จะ ‘อดทน’ เรียนรู้ระบบต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์ (และอาจจะหัวร้อนนิดๆ หน่อยๆ) ปิงว่าเกมนี้ ‘คุ้มค่า’ ที่จะลองสัมผัสดูซักครั้ง! คุณอาจจะตกหลุมรักโลกอันหม่นหมองแต่สวยงามใบนี้ และสนุกไปกับการกด Parry เทพๆ ก็เป็นได้นะ! 😉

สำหรับเพื่อนๆ ที่เล่นแล้ว คิดเห็นยังไงกับระบบต่อสู้ หรือชอบ/ไม่ชอบอะไรในเกมนี้ คอมเมนต์มาเม้าท์มอยกันได้เลยนะ! วันนี้ปิงลาไปก่อน บายจ้า! 👋

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *